เคล็ดลับการใช้ Keywordsใน Google Ads ให้มีประสิทธิภาพ

การใช้ Keywordsใน Google Ads ให้มีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โฆษณาของคุณปรากฏต่อกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น โดยการเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม การวิจัยคำค้นหาที่มีประสิทธิภาพ และการปรับแต่งคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิกและแปลงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้แคมเปญโฆษณาของคุณประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง

7Hostingน่าใช้ 2024

การวิจัยคีย์เวิร์ดก่อนการยิงแอด Google

การใช้ Keywordsใน Google Ads เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คุณระบุคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการแสดงผลโฆษณาต่อผู้ที่มีความสนใจตรงจุด การใช้เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด เช่น Google Keyword Planner, SEMrush หรือ Ahrefs จะช่วยให้คุณพบคำที่มีปริมาณการค้นหาสูงและการแข่งขันต่ำ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มและความต้องการของตลาด ทำให้การตั้งค่าและการปรับแต่งแคมเปญโฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดสามารถช่วยคุณหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องที่มีปริมาณการค้นหาสูงและมีการแข่งขันต่ำ

  • Google Keyword Planner: เครื่องมือฟรีที่ให้บริการโดย Google ที่ช่วยคุณหาคำแนะนำคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของพวกเขา
  • SEMrush: ให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ด การแข่งขัน และแนวโน้ม
  • Ahrefs: ให้การวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความยากของคีย์เวิร์ดและศักยภาพในการได้รับทราฟฟิก

การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดของคู่แข่งในการยิงแอด Google เป็นกระบวนการที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าคู่แข่งใช้คีย์เวิร์ดอะไรในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถค้นพบโอกาสใหม่ ๆ และปรับกลยุทธ์ของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือเช่น SEMrush หรือ Ahrefs เพื่อระบุคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งของคุณจัดอันดับได้ดี คุณสามารถนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้มาปรับใช้ในแคมเปญของคุณเพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงผลและดึงดูดลูกค้าที่เหมาะสมได้

เครื่องมือในการใช้วิเคราะห์คีย์เวิร์ดของคู่แข่ง

  • ใช้ SEMrush หรือ Ahrefs ในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดของคู่แข่ง: ระบุคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งของคุณจัดอันดับแต่คุณไม่ได้
  • หาช่องว่างของคีย์เวิร์ด: หาคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูงแต่มีการแข่งขันต่ำ

การเลือกประเภทของคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม

การเลือกประเภทของคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการยิงแอด Google เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลตามที่ต้องการ คีย์เวิร์ดแบบ Broad Match จะช่วยเพิ่มโอกาสให้โฆษณาของคุณปรากฏในหลากหลายการค้นหา ในขณะที่ Phrase Match จะช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาวลีที่มีความหมายคล้ายคลึง Exact Match จะจำกัดให้โฆษณาแสดงผลเฉพาะการค้นหาที่ตรงกันเท่านั้น และ Negative Keywords จะช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงผลในคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมจึงช่วยให้แคมเปญโฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด

Broad Match คืออะไร

Broad Match คือหนึ่งในประเภทการจับคู่คีย์เวิร์ดใน Google Ads ที่ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาที่เกี่ยวข้องหรือมีความหมายใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่คุณเลือก โดยรวมถึงการสะกดผิด คำพ้อง ความหมายเดียวกัน และคำที่เกี่ยวข้อง 

ตัวอย่าง: หากคุณใช้คีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่ง” โฆษณาของคุณอาจแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคำว่า “รองเท้าสำหรับวิ่ง” หรือ “รองเท้ากีฬาวิ่ง” ซึ่งช่วยให้โฆษณาของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น

Phrase Match คืออะไร

Phrase Match เป็นประเภทของการจับคู่คีย์เวิร์ดใน Google Ads ที่ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาวลีที่รวมถึงความหมายของคีย์เวิร์ดของคุณ โดยต้องมีการเรียงคำตามที่กำหนดไว้  การใช้ Phrase Match จะช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ลดการแสดงผลที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่าง:  ถ้าคีย์เวิร์ดของคุณคือ “ซื้อรองเท้าผู้ชาย” โฆษณาของคุณอาจแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคำว่า “ซื้อรองเท้าผู้ชายออนไลน์” หรือ “ร้านขายรองเท้าผู้ชาย”

Exact Match คืออะไร

Exact Match เป็นประเภทของคีย์เวิร์ดใน Google Ads ที่ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลเฉพาะเมื่อมีการค้นหาคำหรือวลีที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของคุณอย่างแน่นอน ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมการแสดงผลโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ตัวอย่าง: หากคีย์เวิร์ดของคุณคือ “รองเท้าผ้าใบสีขาว” โฆษณาของคุณจะแสดงผลเฉพาะเมื่อมีการค้นหาคำว่า “รองเท้าผ้าใบสีขาว” เท่านั้น ไม่ใช่คำอื่นที่มีความหมายคล้ายกัน

Negative Keywords คืออะไร

Negative Keywords คือคำหรือวลีที่คุณระบุเพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคำเหล่านั้นใน Google Ads โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกรองการค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ตัวอย่าง: ถ้าคุณขายรองเท้าพรีเมี่ยม คุณอาจใช้คำว่า “ถูก” หรือ “ลดราคา” เป็น Negative Keywords เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำว่า “รองเท้าถูก” หรือ “รองเท้าลดราคา” ซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการเข้าถึง

คีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail

คีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail คือ วลีคีย์เวิร์ดที่มีความยาวและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมักจะมีปริมาณการค้นหาน้อยกว่าแต่มีโอกาสในการแปลงสูงกว่า เนื่องจากผู้ค้นหามีเจตนาชัดเจน ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้คีย์เวิร์ดทั่วไปอย่าง “รองเท้า” คุณอาจใช้คีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail เช่น “รองเท้าวิ่งสำหรับผู้หญิงไซส์ 40” ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

คีย์ long tail

ประโยชน์ของคีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail

  • การแข่งขันต่ำ: คีย์เวิร์ดเหล่านี้มักจะมีการแข่งขันน้อยกว่า ทำให้คุณสามารถจัดอันดับได้ง่ายขึ้น
  • อัตราการแปลงสูงกว่า: ผู้ใช้ที่ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail มักจะมีความชัดเจนในการค้นหาสิ่งที่ต้องการ ทำให้อัตราการแปลงสูงขึ้น

การตรวจสอบและปรับปรุงคีย์เวิร์ด

การตรวจสอบและปรับปรุง การใช้ Keywordsใน Google Ads  คือกระบวนการที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญโฆษณายังคงมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของคีย์เวิร์ด เช่น อัตราการคลิกผ่าน (CTR), อัตราการแปลง (Conversion Rate) และต้นทุนต่อคลิก (CPC) เพื่อตัดสินใจว่าควรจะหยุดใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ประสบผลสำเร็จหรือเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่ที่มีศักยภาพ ตัวอย่างเช่น หากคุณพบว่าคีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่งราคาถูก” มี CTR ต่ำและไม่แปลงยอดขาย คุณอาจเลือกที่จะหยุดใช้คีย์เวิร์ดนั้นและเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่อย่าง “รองเท้าวิ่งคุณภาพสูง” ที่มีโอกาสในการแปลงสูงกว่า

การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ

ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ของ Google Ads เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดของคุณ

  • อัตราการคลิกผ่าน (CTR): แสดงว่ามีกี่ครั้งที่ผู้คนคลิกโฆษณาของคุณหลังจากเห็นมัน
  • อัตราการแปลง (Conversion Rate): แสดงเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ทำการกระทำตามที่ต้องการหลังจากคลิกโฆษณาของคุณ
  • ต้นทุนต่อคลิก (CPC): จำนวนเงินเฉลี่ยที่คุณจ่ายสำหรับแต่ละคลิกบนโฆษณาของคุณ

การปรับปรุง

การปรับปรุงในการยิง Google Ads คือการปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ปรับแต่งข้อความโฆษณา ตั้งค่าประเภทของคีย์เวิร์ด และตรวจสอบประสิทธิภาพโฆษณาอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากคุณกำลังโฆษณารองเท้าวิ่ง คุณอาจต้องปรับปรุงข้อความโฆษณาให้เน้นจุดเด่น เช่น “รองเท้าวิ่งน้ำหนักเบา สำหรับการวิ่งมาราธอน” และใช้คีย์เวิร์ดเช่น “รองเท้าวิ่งมาราธอน” หรือ “รองเท้าวิ่งน้ำหนักเบา” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง

  • หยุดคีย์เวิร์ดที่ไม่ประสบผลสำเร็จ: หยุดการแสดงโฆษณาสำหรับคีย์เวิร์ดที่ไม่ได้ผลดีชั่วคราว

เพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่: รวมคีย์เวิร์ดใหม่ที่มีศักยภาพตามการวิจัยของคุณ

การสร้างลิงก์ภายในและภายนอก

การสร้างลิงก์ภายในและภายนอกในการยิง Google Ads คือการเชื่อมโยงโฆษณาของคุณกับหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกเว็บไซต์ของคุณ ลิงก์ภายในช่วยนำผู้เข้าชมไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์ของคุณเอง ซึ่งช่วยเพิ่มการสำรวจและปรับปรุง SEO เช่น การลิงก์จากโฆษณารองเท้ากีฬาไปยังหน้าบทความที่รีวิวรองเท้ารุ่นต่าง ๆ ส่วนลิงก์ภายนอกเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ภายนอกเว็บไซต์ เช่น การลิงก์ไปยังบทความรีวิวในเว็บไซต์ชั้นนำ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น โฆษณาขายกล้องดิจิตอลอาจลิงก์ไปยังบทความรีวิวกล้องในเว็บไซต์รีวิวชื่อดัง

ลิงก์ภายใน

ลิงก์ภายในใน Google Ads คือการเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บภายในเว็บไซต์ของคุณเอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้และปรับปรุง SEO (Search Engine Optimization) ตัวอย่างเช่น หากคุณมีแคมเปญโฆษณาขายรองเท้าวิ่ง และคุณมีบทความเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม คุณสามารถสร้างลิงก์จากโฆษณาไปยังบทความนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมและเพิ่มโอกาสในการแปลงเป็นยอดขาย นอกจากนี้ ลิงก์ภายในยังช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณในสายตาของเครื่องมือค้นหาอย่าง Google

  • Anchor keyword: “เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด” ไปที่ “หน้าที่เกี่ยวกับเครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุด”

ลิงก์ภายนอก

ลิงก์ภายนอกใน Google Ads คือการใช้ URL ที่นำผู้คลิกไปยังเว็บไซต์อื่นนอกเหนือจากเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณาเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น หากคุณลงโฆษณาขายรองเท้าวิ่ง คุณอาจใช้ลิงก์ภายนอกไปยังบทความจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม ลิงก์ภายนอกนี้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของโฆษณาและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้

สำหรับเครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด: Moz Keyword Explorer, Neil Patel’s Ubersuggest, WordStream.

สรุป

การใช้คีย์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพใน Google Ads เป็นกุญแจสำคัญในการทำให้โฆษณาของคุณปรากฏตรงจุดมากขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและการวิจัยคำค้นหาที่มีประสิทธิภาพเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิกและการแปลงลูกค้า วิธีนี้รวมถึงการใช้เครื่องมือวิจัยเช่น Google Keyword Planner, SEMrush, และ Ahrefs การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดของคู่แข่ง และการเลือกประเภทของคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เช่น Broad Match, Phrase Match, Exact Match, และ Negative Keywords นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและมีการแข่งขันต่ำ ช่วยเพิ่มโอกาสในการแปลงสูงขึ้น สุดท้ายการตรวจสอบและปรับปรุงคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการสร้างลิงก์ภายในและภายนอก จะช่วยให้แคมเปญโฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแน่นอน

คำถามที่พบบ่อย

 การวิจัยคีย์เวิร์ดช่วยให้คุณเข้าใจว่าคำใดที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้ในการค้นหาสินค้าหรือบริการ ซึ่งช่วยให้คุณสร้างโฆษณาที่เกี่ยวข้องและเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คีย์เวิร์ดแบบ Long-Tail คือวลีคีย์เวิร์ดที่มีความยาวและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น มักมีปริมาณการค้นหาน้อยกว่าแต่มีโอกาสในการแปลงสูงกว่า เนื่องจากผู้ค้นหามีเจตนาชัดเจนในการค้นหาสิ่งที่ต้องการ

 Broad Match คือประเภทการจับคู่คีย์เวิร์ดใน Google Ads ที่ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาที่เกี่ยวข้องหรือมีความหมายใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่คุณเลือก เช่น การสะกดผิด คำพ้อง และคำที่เกี่ยวข้อง

Negative Keywords คือคำหรือวลีที่คุณระบุเพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคำเหล่านั้นใน Google Ads ช่วยกรองการค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องและเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาของคุณ

ควรตรวจสอบและปรับปรุงคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญโฆษณาของคุณยังคงมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างเหมาะสม